รองจ๋อนำทีมแกะรอยคดียาเสพติดออนไลน์ สะดุดวงจรมิจฉาชีพ โฆษณาหลอกขายรถโกคาร์ต แต่ไม่มีของ เงินเหยื่อไหลเข้าบัญชีม้า ก่อนม้าสายถอนตระเวนกดเงินสด ฝากต่อเป็นทอด ๆ
วันนี้ (25 ส.ค.69) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. , พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น เข้าจับกุม นายบุณยวัฒน์ อายุ 24 ปี น.ส.ลลิตา หรือ “อุ้ยอ้าย” อายุ 29 ปี และน.ส.นาคตยา อายุ 28 ปี พร้อมของกลาง ยาไอซ์ 3 ถุง, เคตามีน 1 ถุง, เงินสด 50,000 บาท, โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และ สลิปการถอน/ฝากเงินสดจำนวนมาก หลังขยายผลจากการสืบสวนยาเสพติดออนไลน์ พบว่าเป็นขบวนการเครือข่ายมิจฉาชีพหลอกขายสินค้า ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมาก และคนร้ายมีการแบ่งหน้าที่ตั้งแต่กลุ่มหลอกผู้เสียหายฝั่งประเทศเมียนมา บัญชีม้ารับเงิน เครือข่ายม้าสายถอนในประเทศไทย ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายเงิน
สืบเนื่องจาก พล.ต.ต.ธีรเดช นำเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. สืบสวนขยายผลกลุ่มเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดย่านทุ่งครุ ได้พบเบาะแสชายหญิงคู่หนึ่งระหว่างการสืบสวน จึงสะกดรอยจับกุม แต่ชุดสืบสวนกลับพบพฤติกรรมตระเวนถอนเงินจนมีเงินสดเต็มกระเป๋าสะพาย อีกทั้งแช็ตสนทนาในโทรศัพท์เกือบตลอดเวลาลักษณะมีคนคอยสั่งการผ่านโทรศัพท์ หลังชุดสืบสวนรายงานข้อมูล พล.ต.ท.สยาม จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช สืบสวนแกะรอยชายหญิงคู่นี้โดยละเอียด จนได้ค้นพบว่าทั้งคู่เป็นสามีภรรยากันและคู่นี้เป็นหัวใจสำคัญของแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเมียนมา โดยทั้งสองมีหน้าที่ตระเวน “ถอนเงินแบบไม่ใช้บัตร” ก่อนรวบรวมแล้วฝากเงินสดเข้าไปยังบัญชีม้าตามคำสั่งของบอส
เจ้าหน้าที่จึงติดตามมาจนถึงถนนพระราม 2 ซอย 47 แขวงท่าข้าม พบนายบุณยวัฒน์ กำลังถอนเงินสดที่ตู้ ATM จึงเข้าจับกุม ขณะเดียวกัน น.ส.อุ้ยอายซึ่งนั่งรออยู่บนรถ ได้กระโดดจากเบาะข้างคนขับมาเป็นที่ผู้ขับ ก่อนเหยียบคันเร่งหนีการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ติดตามไล่ล่าบนท้องถนนอย่างดุเดือด แต่คนร้ายไม่ยอมจำนนโดยง่าย ขับฝ่าไฟแดง แหกโค้งชนกับรถของประชาชนจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ ก่อนขับไปแอบในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่าน ถ.พุทธบูชา ท้ายสุดเจ้าหน้าที่ตามหาจนพบและจับกุมตัวได้ในที่สุด ตรวจค้นรถพบยาไอซ์ และอุปกรณ์การเสพ
ต่อมาขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านในซอยประชาอุทิศ 33 จับกุม น.ส.นาคตยา ผู้ต้องหาตามหมายจับ และยึดของกลางเคตามีน และสลิปการถอน/ฝากเงินจำนวนมาก ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลพบข้อมูลที่น่าตกใจเนื่องจากแก๊งสแกมเมอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ โดยเลือกใช้วิธีการใช้ม้าตระเวนถอนเงินแบบ “ไม่ใช้บัตร” ผู้สั่งการจะส่งภาพ QR Code หรือรหัสถอนเงินสดผ่าน Telegram/LINE ให้ผู้ต้องหานำไปสแกน/ป้อนหน้าตู้ ATM แทนการใช้บัญชีม้ามาแสกนหน้า เพื่อโอนเงินแบบเดิม
พล.ต.ต.ธีรเดช เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ทำการสืบสวนหลายวันจนพบพยานหลักฐานยืนยันว่ากลุ่มบัญชีม้าที่สามีภรรยาคู่นี้ตระเวนกดเงินผ่านตู้ ATM นั้น ล้วนถูกผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์ไว้จำนวนมาก โดยทั้งหมดเป็นแผนประทุษการหลอกลวงรูปแบบใหม่ “กินน้อย แต่กินนาน” ใช้วิธีเปิดช่องทาง TikTok โฆษณาขายสินค้าราคาถูก เช่น “รถโกคาร์ต” โพสต์คลิปและภาพจากหลายแหล่งต่อเนื่อง สร้างความน่าเชื่อถือเสมือนเป็นร้านค้าที่มีสินค้าจริงพร้อมจำหน่าย เมื่อผู้เสียหายโอนเงินสั่งซื้อ แต่ไม่มีสินค้าส่งให้ โดยเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีม้า จากนั้นเครือข่ายม้าสายถอนจะคอยเฝ้ายอด สลับกันตระเวนถอนเงินหลายจุด และนำไปฝากผ่านเครื่อง CDM/ATM+ เพื่อเคลื่อนย้ายเงินต่อไปอีกทอดหนึ่ง โดยชุดสืบสวน สะกดรอย และติดตามเส้นทางดังกล่าวต่อไปจนพบว่า ปลายทางเงินถูกนำไปซื้อทองคำและยาเสพติด
ในชั้นจับกุม นายบุณยวัฒน์ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ในช่วงวิกฤติโควิด ตนเองกับแฟนสาวเคยไปทำงานเป็นแก๊งสแกมเมอร์ใน จังหวัดสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา ทำงานหลอกลงทุนหุ้นลักษณะฟิวแฟน โดยสร้างตัวตนปลอมขึ้นมา และแอดไลน์เจาะกลุ่มข้าราชการที่มีฐานะ แล้วแกล้งทักผิด หากคุย 10 คน ก็สามารถหลอกได้ทั้ง 10 คน ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้นอกจากเงินเดือน 18,000 บาท ก็จะมีเปอร์เซ็นต์จากยอดที่หลอกได้ 10-15% โดยตนมีความชำนาญ มีฝีมือ ทำงานอยู่ที่นั่น 3 ปี กระทั่งเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบที่ชายแดน ตนจึงขอกลับแต่บอสชาวจีนกลัวว่าตนจะไม่กลับมาทำอีก จึงให้วางเงินสด 900,000 บาทไว้เป็นประกัน ตนเหลือเงินกลับประเทศไทยเพียง 200,000 บาท เมื่อกลับมาเปิดร้านขายหมูปิ้งก็เจ๊ง จึงได้ติดต่อไปหาพี่คนหนึ่งที่เคยทำงานร่วมกันในแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งปัจจุบันพี่คนนี้เป็นระดับบอสแล้ว