เปิดแผนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้มุกบีบบังคับนักศึกษา หลอกเงินพ่อ-แม่ อ้างขอทุนเรียนต่อต่างประเทศ บังคับเปิดห้องวิดีโอคอลมาราธอน 24 ชม. สูญเงินหลักล้านบาท
วันนี้ ( 29 ส.ค. 69 ) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เผยผลการปฏิบัติเข้าช่วยเหลือนักศึกษาที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ข่มขู่ว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด พร้อมบังคับให้โอนเงินและส่งต่อทรัพย์สินมีค่า อ้างเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกดำเนินคดี โดยเมื่อวันที่ 28 ส.ค.69 ที่ผ่านมา สามารถทำการช่วยเหลือไว้ได้ 2 เคส
โดย เคสแรก เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ประสานตำรวจ สภ.เมืองมหาสารคาม เข้าตรวจสอบและระงับเหตุ ขณะที่กลุ่มมิจฉาชีพกำลังขู่บังคับนักศึกษา อายุ 18 ปี ซึ่งเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในจังหวัดมหาสารคาม ให้ถอนเงินสด 310,000 บาท แล้วนำเงินไปโอนให้ตามบัญชีที่กลุ่มมิจฉาชีพแจ้งไว้ โดยเคสนี้ มีเจ้าหน้าที่ธนาคารพบพิรุธผู้เสียหาย จึงรีบประสานตำรวจอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันได้พยายามดึงเวลาในการทำธุรกรรมระหว่างรอเจ้าหน้าที่
ทันทีที่ตำรวจลงพื้นที่ พบผู้เสียหายกำลังทำธุรกรรมทางการเงินอยู่ที่เคาน์เตอร์ จึงรีบแจ้งกับผู้เสียหายว่า กำลังเสี่ยงถูกมิจฉาชีพหลอก จึงขอให้หยุดถอนเงินและเชิญตัวมาสอบปากคำที่สภ.เมืองมหาสารคาม ซึ่งผู้เสียหายให้ข้อมูลว่า ได้รับสายโทรศัพท์ที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากเครือข่ายมือถือค่ายดัง และแจ้งว่า เบอร์โทรศัพท์ถูกนำไปหลอกลวงผู้อื่นในพื้นที่่ สภ.เมืองพิจิตร จากนั้นกลุ่มมิจฉาชีพอ้างว่าจะโอนสายไปยังตำรวจ สภ.พิจิตร ผ่านทาง “ไลน์” ก่อนที่ส่งเอกสารทางราชการซึ่งมีข้อมูลของผู้เสียหายครบถ้วนมาบังคับข่มขู่ ทำให้เกิดความกลัว อ้างว่าผู้เสียหายเปิดบัญชีธนาคารให้ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินนำไปใช้ในการกระทำผิด ยิ่งเพิ่มความกลัวเมื่อมิจฉาชีพ ออกอุบายว่าต้องโอนเงินให้ ปปง. ตรวจสอบภายใน 30 นาที มิฉะนั้นจะถูกออกหมายจับ และยังขู่ด้วยว่า ห้ามบอกใครแม้แต่พ่อแม่ ไม่เช่นนั้น ทุกคนที่รู้เรื่องก็จะถูกออกหมายจับด้วย
ผู้เสียหายหลงเชื่อแต่บอกกับมิจฉาชีพว่า “ไม่มีเงินสด” มิจฉาชีพจึงแต่งเรื่องให้ผู้เสียหาย โทรศัพท์ไปหลอกพ่อแม่ ซึ่งมีอาชีพค้าขาย ว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วน เพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้ผู้ปกครองหลงเชื่อ โอนเงินเข้ามาให้ ก่อนที่ผู้เสียหายจะเดินทางมาที่ธนาคารเพื่อถอนเงินสดตามคำสั่งของมิจฉาชีพ โดยผู้เสียหายยอมรับว่า ช่วงที่พูดคุยเกิดความเอะใจว่าจะถูกหลอก จึงบันทึกคลิปเสียง และคลิปวิดีโอเอาไว้ และระหว่างที่ทำตามสั่งมิจฉาชีพ ผู้เสียหายพยายามค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตด้วย แต่ยังไม่ทันพบข้อมูล เพราะมิจฉาชีพก็ยิ่งออกอุบายเร่งเร้าและบีบเวลาว่าต้องโอนเงินให้ ปปง. ตรวจสอบ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตามมาระงับการทำธุรกรรมดังกล่าว
เช่นเดียวกัน เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เข้าช่วยเหลือนักศึกษาหญิง อายุ 22 ปี มหาวิทยาลัยชื่อดัง หลัง ถูกคนร้ายปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ แจ้งว่ามีชื่อเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ที่โทรหลอกลวงผู้เสียหายหลายราย ในพื้นที่ สภ.เมืองระนอง และให้แอดไลน์สภ.เมืองระนอง พูดคุยกับตำรวจปลอม หลอกว่ามีบัญชีรับเงินผิดกฎหมาย พร้อมออกอุบายให้ผู้เสียหายไปเปิดห้องเช่าพักอยู่เพียงคนเดียว ห้ามบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นทุกคนจะโดนคดีไปด้วย ระหว่างที่พูดคุยกัน ได้บังคับ-ข่มขู่ให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา ก่อนจะทำทีว่าจะช่วยเรื่องคดีหากเป็นผู้บริสุทธิ์จริง โดยให้นำเงินสด 1 ล้านบาท มาค้ำประกัน เมื่อผู้เสียหายบอกว่าไม่มีเงิน คนร้ายบังคับให้แต่งเรื่องหลอกผู้ปกครองว่า ได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ต้องมีเงินติดบัญชีไว้ 1 ล้านบาท จึงจะได้รับทุนดังกล่าว ด้วยความกลัวจะถูกดำเนินคดี จึงตัดสินใจโทรศัพท์หลอกที่บ้านตามสตอรี่ที่คนร้ายวางไว้
จากนั้นคนร้ายบอกให้ผู้เสียหายถอนเป็นเงินสด แล้วนำไปมอบให้กับผู้ชายที่มารอรับ โดยนัดรับกันที่ลานจอดรถของโรงแรมดังกล่าว อ้างนำไปตรวจสอบ ไม่เพียงเท่านั้นคนร้ายยังอ้างว่ายอดเงินดังกล่าวไม่เพียงพอ กับการแสดงความบริสุทธิ์ พร้อมบังคับให้ผู้เสียหายหลอกผู้ปกครองว่าต้องโอนเงินมาเพิ่มอีก 5 แสนบาท เพื่อยืนยันลำดับคิวในการขอทุนเรียนต่อต่างประเทศ เมื่อผู้เสียหายได้เงินจำนวนดังกล่าว ก็ได้นำไปส่งมอบให้กับชายคนเดิมที่ลานจอดรถ ในห้วง 2 วัน คนร้ายบังคับให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลด้วยตลอดเวลา เพื่อควบคุมและครอบงำทุกการปฏิบัติ
ต่อมาคนร้ายบังคับต่อเนื่องว่าต้องใช้เงินเพิ่มในการแสดงความบริสุทธิ์อีก 1 แสนบาท ผู้เสียหายเครียดมาก และบอกเรื่องนี้กับใครไม่ได้ จึงตัดสินใจขอยืมเงินเพื่อนอีก 20,000 บาท และพยายามโทรขอยืมเงินแฟนหนุ่ม แต่ระหว่างนั้นพ่อของผู้เสียหาย และแฟนหนุ่มเอะใจ จึงเข้าแจ้งตำรวจ สภ.พุทธมณฑล ให้ช่วยติดตามตัวผู้เสียหาย กระทั่งเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายไว้ได้ ทันทีที่ผู้เสียหายพบผู้เป็นพ่อ ได้ทรุดลงร้องไห้ และกล่าวเพียงคำว่าขอโทษ เมื่อผู้เสียหายสภาพจิตใจเริ่มดีขึ้น จึงได้สอบถามจนทราบเรื่องราวทั้งหมด รวมมูลค่าความเสียหายรายนี้กว่า 1.5 ล้านบาท ขณะนี้ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐาน และทราบบุคคลในขบวนการนี้ ที่มารับเงินสดจากผู้เสียหายแล้ว อยู่ระหว่างติดตามตัว พร้อมเตรียมสืบสวนขยายผลต่อไป