ทักษิณ ฟ้องศาลภาษีฯ s]y'สรรพากรตามยึดทรัพย์ซ้ำซ้อน 1.5 หมื่นล้าน ศาลนัดไต่สวน 7 ต.ค.นี้

ทักษิณ ฟ้องศาลภาษีฯ s]y'สรรพากรตามยึดทรัพย์ซ้ำซ้อน 1.5 หมื่นล้าน ศาลนัดไต่สวน 7 ต.ค.นี้

View icon 19
วันที่ 16 ก.ย. 2569 | 18.13 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“ทักษิณ” ฟ้องศาลภาษีฯ หลังสรรพากรตามยึดทรัพย์ซ้ำซ้อน 1.5 หมื่นล้าน นำไปชำระหนี้ภาษี ศาลนัดไต่สวนคุ้มครองชั่วคราว 7 ต.ค. นี้ ด้าน “ทนายวิญญัติ” แจง เงินขายหุ้นชินคอร์ปฯ ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินหมดแล้ว

วันนี้ (16 ก.ย.69) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวกรมสรรพากรดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์ของนายทักษิณ เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษี จากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ในปี 2549 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรว่า เรื่องนี้ นายทักษิณ ไม่ได้มีเจตนาโต้แย้งหรือไม่เคารพคำพิพากษาอันถึงที่สุดแต่อย่างใด แม้คดีดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การประเมินภาษีของกรมสรรพากรจากการที่นายทักษิณขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ 329,200,000 หุ้น ให้แก่กลุ่มเทมาเส็กไปในปี 2549 คิดเป็นเงิน 15,883,900,000 บาท ถือเป็นฐานเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อชำระภาษีประจำปี 2549 โดยศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย และนายทักษิณต้องชำระภาษีสำหรับเงินได้ดังกล่าวก็ตาม

แต่ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าเงินได้จำนวน 15,883,900,000 บาท ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเงินได้ที่นายทักษิณได้รับจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ทั้งหมด 1,419,490,150 หุ้น ซึ่งนายทักษิณเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ และถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 วันที่ 26 ก.พ.53 ให้ตกเป็นของแผ่นดินทั้งสิ้นแล้ว รวมเป็นเงิน 46,373,687,454.70 บาท จึงไม่มีเงินได้หรือประโยชน์อื่นใดที่นายทักษิณได้รับจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ คงเหลือให้ต้องชำระภาษีสำหรับปี 2549 อีกต่อไป

การยึดและอายัดทรัพย์ของนายทักษิณในเวลาต่อมา จึงเป็นการยึดและอายัดซ้ำซ้อนกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 โดยมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยละเอียดตามคำฟ้อง เมื่อเงินได้ทั้งหมดจากการขายหุ้นถูกยึดไปแล้ว การที่กรมสรรพากรยังติดตามยึดทรัพย์ของนายทักษิณอีก ย่อมเป็นการยึดอายัดโดยมิชอบ และเกินกว่าที่นายทักษิณต้องรับผิดตามกฎหมาย ถือว่านายทักษิณถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว นี่จึงเป็นมูลเหตุให้ต้องยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอาการกลางเมื่อวันที่ 2 ก.ค.69

นอกจากนี้ นายทักษิณมีความจำเป็นต้องขอให้ศาลภาษีอากรกลาง มีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้กรมสรรพากรกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการยึดและอายัดทรัพย์โดยมิชอบดังกล่าว จนกว่าศาลภาษีอากรกลางจะมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอาการและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 โดยศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว และนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของนายทักษิณในวันที่ 7 ต.ค.69 และนัดชี้สองสถานและนัดสืบพยานในวันที่ 16 พ.ย.69

ก่อนนี้ที่กรมสรรพากรให้ข่าวพยายามสืบหาทรัพย์สินและจะฟ้องล้มละลายนั้น ตนแนะนำให้กรมสรรพากรควรไปขอรับเงินภาษีที่อ้างนายทักษิณค้างชำระจากกระทรวงการคลัง ไม่ไช่มายึดหรืออายัดทรัพย์ของนายทักษิณเพิ่มจนเกินกว่าความรับผิดตามคำพิพากษา จริงๆ แล้วยังมีข้อเท็จจริงที่ตนเห็นว่า กรมสรรพากรทำไม่ถูกต้อง แต่ก็มีคณะบุคคลมาสั่งให้กรมสรรพากรทำอีกอย่าง ตนยังรอไว้ก่อนได้

ทั้งนี้ นายทักษิณเองไม่ได้นิ่งนอนใจ หรือเพิกเฉยไม่ชำระภาษี แต่เพราะเงินได้ทั้งปวงที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมด   1,419,490,150 หุ้น ตกเป็นของแผ่นดิน ยึดเงินไปหมดแล้ว ดังนั้น การยื่นฟ้องศาลภาษีอากรกลางคดีนี้ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าภาระภาษีประจำปี 2549 สิ้นสุดแล้ว กรมสรรพากรก็ควรจะยุติการใช้อำนาจที่ส่อว่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง