อดีตตำรวจชายแดนใต้ เคยถูกระเบิดจนกระทบสภาพจิตใจ ต้องลาออกมาอยู่บ้าน ใช้ท่อนเหล็กทำร้ายหญิงวัย 66 ปี ได้รับบาดเจ็บ อ้างไม่พอใจถูกถามเซ้าซี้
วันนี้ (16 ก.ย. 69) เมื่อเวลา 16.42 น. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เมธาพล โพธิกุล รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทลุง พร้อมตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองพัทลุง เข้าตรวจสอบเหตุทำร้ายร่างกายหน้าบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเปิดเป็นร้านขายของชำและรับเชื่อมเหล็ก ตั้งอยู่บริเวณข้างตลาดนัดท่าแค หมู่ที่ 4 ต.ท่าแค อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง พร้อมควบคุมตัว ส.ต.ต.ฉัตรชัย อายุ 42 ปี อดีตข้าราชการตำรวจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังถูกกล่าวหาว่าใช้ท่อนเหล็กทำร้ายร่างกาย นางภาษิตา อายุ 66 ปี จนได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนขวา
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ส.ต.ต.ฉัตรชัย อยู่ภายในร้านเพียงลำพัง ขณะที่พ่อและแม่เดินทางไปทำธุระต่างหมู่บ้าน ต่อมา นางภาษิตา ได้เดินทางมาที่ร้านเพื่อจะนำเหล็กมาเชื่อม และสอบถาม ส.ต.ต.ฉัตรชัย ว่าพ่ออยู่หรือไม่ โดยได้รับคำตอบว่าไม่อยู่ แต่ นางภาษิตา ยังคงสอบถามต่อว่าเดินทางไปไหนและจะกลับเมื่อใด ทำให้ ส.ต.ต.ฉัตรชัย เกิดความไม่พอใจ ก่อนจะมีเหตุทำร้ายร่างกาย โดยใช้ท่อนเหล็กทำร้าย นางภาษิตา จนได้รับบาดเจ็บที่แขนด้านขวา ก่อนตำรวจจะเข้าระงับเหตุ และควบคุมตัวไว้ดำเนินการตามขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม ส.ต.ต.ฉัตรชัย ให้การกับตำรวจ ว่าสาเหตุเนื่องจากไม่ชอบและไม่พอใจ ที่ นางภาษิตา ถามซ้ำหลายครั้ง แม้จะบอกให้กลับไปก่อนแล้ว แต่อีกฝ่ายยังไม่ยอมกลับ จึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
ด้าน นางแฉล้ม อายุ 70 ปี แม่ ของ ส.ต.ต.ฉัตรชัย เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุตนไม่ได้อยู่ที่บ้าน โดยเดินทางไปทำธุระและมาทราบภายหลัง ว่ามีคนโทรศัพท์ไปแจ้งว่าเกิดเหตุทะเลาะและทำร้ายร่างกายกันที่บ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุในลักษณะคล้ายกันมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยมีชาวบ้านเข้ามาสอบถามลูกชายหลายเรื่อง จนลูกชายเกิดความไม่พอใจ และชกต่อยชาวบ้านคนดังกล่าว
นางแฉล้ม บอกอีกว่า สำหรับลูกชาย ก่อนหน้านี้รับราชการตำรวจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่เคยประสบเหตุระเบิด โดยมีเพื่อนตำรวจได้รับบาดเจ็บสาหัสต่อหน้าต่อตา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของลูกชายอย่างมาก จนตัดสินใจลาออกจากราชการตำรวจและกลับมาอยู่บ้าน ที่ผ่านมาได้พาลูกชายไปพบแพทย์เพื่อดูแลสภาพจิตใจบ้าง แต่ยังไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง หลังเกิดเหตุครั้งนี้ ครอบครัวตั้งใจจะพาเข้ารับการรักษา และดูแลด้านสุขภาพจิตอย่างจริงจังต่อไป