สั่งฟันวินัยร้ายแรง ! พ.ต.ท. นอกรีต ร่วมกับลูกสมุน อุ้มตบทรัพย์ชาวจีน

สั่งฟันวินัยร้ายแรง ! พ.ต.ท. นอกรีต ร่วมกับลูกสมุน อุ้มตบทรัพย์ชาวจีน

View icon 15
วันที่ 16 ก.ย. 2569 | 18.34 น.
ช่าวออนไลน์7HD
แชร์
โฆษก ตร. ฟันวินัยร้ายแรง “พ.ต.ท.” นอกรีต ร่วมกับลูกสมุน อุ้มตบทรัพย์ชาวจีน พร้อมสั่งสอบผู้บังคับบัญชาตามคำสั่ง ย้ำฟันไม่เว้นหากปล่อยปละละเลย

วันนี้ ( 16 ก.ย. 69 ) พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการจับกุม นายตำรวจยศ "พันตำรวจโท" ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังก่อเหตุร่วมกับพวกแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ข่มขู่เรียกรับเงินจากชาวจีนเพื่อแลกกับการไม่ถูกจับกุม โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้เสียหายชาวจีนได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เนื่องจากเกิดความกลัวและยอมชำระเงินไป ซึ่งทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ได้สั่งการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาจนนำไปสู่การจับกุมตัวนายตำรวจผู้ก่อเหตุ

สำหรับสถานะของผู้เสียหายชาวจีนนั้น ในเบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานว่ามีปัญหาหรือกระทำความผิดใดๆ อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนอีกครั้ง

ส่วนการดำเนินการทางวินัย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ในส่วนของ "พันตำรวจโท" ผู้ก่อเหตุ จะต้องถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินคดีทางวินัยร้ายแรง

ขณะเดียวกัน ทางตำรวจภูธรภาค 5 ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าหน่วยของผู้ก่อเหตุด้วยว่า มีการปล่อยปละละเลยหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 1212/2537

โดย พลตำรวจโท ไตรรงค์ กล่าวเน้นย้ำว่า เจตนารมณ์ของคำสั่ง 1212/2537 ต้องการให้ผู้บังคับบัญชาทำหน้าที่วางมาตรการป้องกันและช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ให้กระทำผิดวินัยร้ายแรง หากผลการตรวจสอบพบว่าผู้บังคับบัญชาได้ปฏิบัติตามมาตรการครบถ้วนแล้วจะไม่ถือว่าบกพร่อง แต่หากพบว่าปล่อยปละละเลยจะถูกพิจารณาข้อบกพร่องตามระดับความผิด โดยกรณีสถานเบา หากไม่ทำตามอำนาจหน้าที่ จะถูกปรับย้ายตำแหน่งและไม่อนุมัติค่าตอบแทนเกิน 1 ขั้น ส่วนกรณีสถานหนัก หากพบว่ามีส่วนรู้เห็นหรือรู้ว่าลูกน้องมีพฤติกรรมเกเรแต่ไม่มีมาตรการป้องกัน จะถูกงดบำเหน็จ ปรับย้ายตำแหน่ง และงดเว้นการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในปีนี้

สำหรับประเด็นที่ว่า "พันตำรวจโท" ผู้ก่อเหตุจะถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเลยหรือไม่นั้น ผู้บังคับบัญชามีอำนาจในการพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง