พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

View icon 35
วันที่ 16 ก.ย. 2569 | 20.29 น.
News
แชร์
วันที่ 15 กันยายน พุทธศักราช 2569 เวลา 18 นาฬิกา 39 นาที ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งเท่ากับเวลาในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระราชวังทงคิน กรุงฮานอย ซึ่งเคยเป็นที่พำนักและสถานที่ปฏิบัติงานของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ของชาติ เมื่อปี 2528

ในการนี้ ทรงแลกเปลี่ยนของขวัญกับ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วย นางโง เฟือง ลี ภริยา  โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานกล่องเครื่องเงินทรงกลม สลักดุนฉลุโปร่ง ลายต้นไม้ใบหญ้าและป่าไผ่ ประดับอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และอักษรพระนามาภิไธย ส.ท. , ชาเขียวกลิ่นกุหลาบ และชาอู่หลงกลิ่นข้าวเหนียวมะม่วงจากโครงการหลวงแก่ประธานาธิบดี

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พระราชทานกระเป๋าย่านลิเภา, ชุดประจำชาติเวียดนาม (อ่าวหญ่าย) ซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทย โดยช่างฝีมือชาวไทยได้ใช้เทคนิคการ “ปักไหมน้อย“ เป็นหนึ่งในงานหัตถศิลป์ชั้นสูง ที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาปักลายดอกลิลลี่ ตามชื่อของภริยาประธานาธิบดี สื่อถึงการผสมผสานของศิลปะและวัฒนธรรมของทั้งสองชาติที่กลมกลืนและงดงาม , ตุ๊กตาช้างจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และชาจากโครงการหลวง แก่ภริยาประธานาธิบดี

โดยประธานาธิบดีและภริยา ได้ทูลถวายภาพวาดลงรักรูปวัดเสาเดียว และชาดอกบัว แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทูลถวายชุดประจำชาติเวียดนาม (อ่าวหญ่าย) แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

จากนั้น ทรงร่วมงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ซึ่งนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จัดถวาย ณ อาคารเรือนกระจก  โดยมีผู้บริหารระดับสูงของฝ่ายไทย-ฝ่ายเวียดนาม และคณะทูตประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมงาน

โดยประธานาธิบดี กล่าวสุนทรพจน์ถวายการต้อนรับ  และกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันพัฒนาความสัมพันธ์บนพื้นฐานของมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความผูกพันระหว่างประชาชนที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งยังรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนรัฐบาลและประชาชนไทย ที่ให้การสนับสนุนและดูแลชุมชนชาวเวียดนามในประเทศไทยมาโดยตลอด พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นรูปธรรมและก่อประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

จากนั้น ประธานาธิบดีและภริยา ดื่มถวายพระพรชัยมงคลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบความว่า “นับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้มาเยือนเวียดนามครั้งล่าสุด เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ก็รู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมากที่ได้เห็นความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันเป็นผลจากความมุ่งมั่น และร่วมแรงร่วมใจ ของรัฐบาล และประชาชนชาวเวียดนาม เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้แก่อนุชนรุ่นหลัง เป็นที่น่ายินดีที่ประชาชนของเราทั้งสองประเทศ ต่างมีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน และไปมาหาสู่กัน  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งนับได้ว่าเป็นรากฐานสำคัญอย่างยิ่ง ของความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับเวียดนาม และเป็นปัจจัยเกื้อกูล การสืบสานมิตรภาพระหว่างประเทศทั้งสอง ให้เจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้น ข้าพเจ้าหวังว่าการมาเยือนเวียดนามครั้งนี้ ในโอกาสครบ 50 ปี ที่ประเทศของเราได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน จะเป็นการยืนยันถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้น และความร่วมมือที่มีมาอย่างต่อเนื่องในทุกด้าน ทั้งเป็นการเสริมสร้างสัมพันธไมตรี ในฐานะมิตรประเทศ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน และสมาชิกของประชาคมโลก ให้มั่นคงยืนยาวสืบไป  ขออำนวยพรให้ท่านประธานาธิบดี และท่านโง เฟือง ลี ตลอดถึงประชาชนชาวเวียดนาม มีความสุขและความสำเร็จ ทั้งขอให้ประเทศของเราทั้งสอง มีมิตรภาพที่รุ่งเรืองไพบูลย์สืบไปชั่วกาลนาน”
จบแล้ว ทรงดื่มอำนวยพรแก่ประธานาธิบดีและภริยา แล้วเสวยพระกระยาหารค่ำ พร้อมทอดพระเนตรการแสดงทางวัฒนธรรมของเวียดนาม กับทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับ ประธานาธิบดีและภริยา พร้อมด้วยนักแสดง

วันที่ 16 กันยายน พุทธศักราช 2569 เวลา 10 นาฬิกา 36 นาที ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงฮานอย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน บริเวณจตุรัสบาดิ่ญห์ โอกาสนี้ ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน  ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับสักการะและรำลึกถึงวีรชนที่เสียสละชีพเพื่อเอกราชและเสรีภาพของเวียดนาม มีความสูง 12.6 เมตร มีรูปร่างคล้ายเทียนเล่มใหญ่ที่ส่องประกายขึ้นสู่ท้องฟ้า ตรงกลางอนุสาวรีย์เป็นพื้นที่โล่ง สำหรับตั้งแท่นบูชารำลึกถึงวีรชนและทหารกล้าผู้ล่วงลับ เปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2537 เพื่อร่วมรำลึกในโอกาสครบ 40 ปี ชัยชนะสมรภูมิเดียนเบียนฟู ในการนี้ ประทับยืนสงบนิ่งไว้อาลัยแก่วีรชนและผู้เสียสละ วงดุริยางค์บรรเลง “เพลงดวงวิญญาณของวีรบุรุษ”

เวลา 10 นาฬิกา 47 นาที เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลา ณ สุสานอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ระหว่างทรงพระดำเนินผ่านแถวกองทหารเกียรติยศไปยังลานหน้าสุสานฯ วงดุริยางค์บรรเลงเพลง “กา เหง่ย โฮ จิ มินห์” หรือ “เพลงสรรเสริญโฮจิมินห์”
สุสานอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ สร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาร่างของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ตั้งอยู่ที่จัตุรัสบาดิ่ญห์ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศ ที่สะท้อนความเคารพของชาวเวียดนามต่ออดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ผู้เคลื่อนไหวและต่อสู้เพื่อเอกราชของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความสูง 21.6 เมตร ฐานกว้าง 31 เมตร เปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2518 
 
ในการนี้ ประทับยืนสงบนิ่งไว้อาลัยแก่อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ วงดุริยางค์บรรเลงเพลง “แหลง ตุ กา” ซึ่งเป็นเพลงสรรเสริญ แล้วเสด็จเข้าด้านในสุสาน วงดุริยางค์บรรเลงเพลง “ผู้ซึ่งเป็นความศรัทธาแห่งชัยชนะอันแน่นอน”  ด้านบนของสุสานฯ สลักคำว่า "ประธานาธิบดีโฮจิมินห์” เป็นภาษาเวียดนามว่า "จู๊ ติก โฮจิมินห์" <<Chu Tich Ho Chi Minh>> ภายในสุสานฯ มีคำกล่าวของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณความรักชาติและความรักอิสรเสรีของชาวเวียดนาม ทั้งยังเป็นเครื่องเตือนใจแก่ชนรุ่นหลัง จารึกบนผนังหินอ่อนเป็นภาษาเวียดนามว่า “คง ก่อ กี้เอิน ดอก หลับ ซอ แฮ่ง ฟุก <<Khong co gi guy hon doc lap tu do hanh phuc>>” มีความหมายว่า "ไม่มีสิ่งใดที่สูงค่ากว่าเอกราชและอิสรภาพ"

เวลา 11 นาฬิกา 6 นาที เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดกว๋านสือ กรุงฮานอย โดยมี พระมหาคณาจารย์ทิธ ทาญ เหญียว รองประธานถาวรสภาบริหารกลางคณะสงฆ์เวียดนามและเจ้าอาวาสวัดกว๋านสือ, พระมหาคณาจารย์ทิธ ดึ๊ก เถี่ยน รองประธานและเลขาธิการสภาบริหารกลางคณะสงฆ์เวียดนาม, พระมหาคณาจารย์ทิธ ทัญ ต๊วน รองเลขาธิการและหัวหน้าสำนักงานใหญ่ของสภาบริหารกลางคณะสงฆ์เวียดนาม, พระมหาคณาจารย์ทิธ ทัญ ฮเวิน กรรมการเลขาธิการและรองหัวหน้าสำนักงานใหญ่ของสภาบริหารกลางคณะสงฆ์เวียดนาม พร้อมด้วยพระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนชาวเวียดนาม เฝ้ารับเสด็จ และเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

วัดกว๋านสือ สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์เล ในพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นวัดโบราณอายุกว่า 600 ปี เดิมเป็นวัดขนาดเล็ก ใช้เป็นสถานที่รับรองพระธรรมทูตจากต่างประเทศ ต่อมามีการต่อเติมให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและได้รับการบูรณะตามหลักสถาปัตยกรรมวัดทางภาคเหนือของเวียดนาม ในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญ อาทิ พระอมิตาภพุทธเจ้า พระศากยมุนีพุทธเจ้า และพระเมตไตรยพุทธเจ้า

โอกาสนี้ พระมหาคณาจารย์ทิธ เถียน เญิน ประธานสภาบริหารกลางคณะสงฆ์เวียดนาม ทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปยังแท่นบูชาเบื้องหน้าพระประธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน และดอกไม้ธูปเทียนแพ ที่โต๊ะหน้าแท่นบูชา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่ง ทรงกราบ คณะสงฆ์เวียดนาม 30 รูป เจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล

วัดกว๋านสือ เป็นที่ตั้งของสำนักงานกลางพุทธศาสนาเวียดนาม เทียบเท่าสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม และเป็นศูนย์กลางการศึกษาด้านพุทธศาสนาในเวียดนาม ด้านหลังวัดเป็นที่ตั้งโรงเรียนสอนพระธรรมวินัย มีหอวิจัย หอแสดงธรรม และหอสมุดรวบรวมพระไตรปิฎกและเอกสารทางพุทธศาสนา

ในการนี้ ประธานสภาบริหารกลางคณะสงฆ์เวียดนามถวาย “พระพุทธรูปพระอมิตาภพุทธเจ้า” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เป็นพระอมิตาภพุทธเจ้าจำลอง จากวัดเฝิดติ๊ก จังหวัดบั๊กนิญ วัดเก่าแก่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของเวียดนาม