วันนี้ (27 ม.ค 69) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ - บางวัวเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า กรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต รายงานว่า มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ – บางวัว เพื่อกิจการโรงงาน การประปา หรือกิจการอื่นที่มิใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ – บางวัว มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 59.482 ล้าน ลบ.ม ต่อปี มีบริษัท เวลโกรว์ อินดัสทรีส์ จำกัด ขออนุญาตใช้น้ำ 7.500 ต่อปี และใช้น้ำเพื่อการอุปโภค – บริโภค และเกษตรกรรม 10.353 ต่อปี รวมพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 46,406 ไร่
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ปริมาณของน้ำในแหล่งเก็บกักมีปริมาณลดลง การเก็บค่าชลประทานจะเป็นการแก้ปัญหาการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ - บางวัว ได้กำหนดให้เป็นทางน้ำชลประทานตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดทางน้ำชลประทานตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธสักราช 2485 (ฉบับที่ 94/2565) ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2565 แล้ว
จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการออกกฎกระทรวง ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวงฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเพื่อให้มีอำนาจเรียกเก็บค่าชลประทานกับผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน
โดยหลักเกณฑ์และอัตราค่าชลประทานเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวงฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2518 ประกอบกับข้อ 3 ของกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทานและการยกเว้นและการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564 ซึ่งจัดเก็บในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์
ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ - บางวัว เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ – บางวัว จากกิโลเมตรที่ 0.000 ในท้องที่ตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงกิโลเมตรที่ 8.250 ในท้องที่ตำบลบางวัว และตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน
เนื่องจากมีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ - บางวัว เพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่นที่มิใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณของน้ำในแหล่งเก็บกักมีปริมาณลดลง ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลปริมาณน้ำให้เป็นไปอย่างเหมาะสม อีกทั้งทำให้ทราบถึงปริมาณของน้ำที่ขาดหายไปจากระบบการชลประทาน และเป็นการรองรับการขออนุญาตใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม การประปาและภาคธุรกิจอื่นที่จะมีขึ้นในอนาคต จึงสมควรกำหนดให้ทางน้ำชลประทานดังกล่าวเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน
โดยหลักเกณฑ์และอัตราค่าชลประทานเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธสักราช 2485 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2518 ประกอบกับข้อ 3 ของกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน และการยกเว้นและการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564 ซึ่งจัดเก็บในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของท้องที่การปกครองจากกรมการปกครองแล้วตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า การเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย