โรงพยาบาลอ่างทอง แจงผลการตรวจสอบ ปมทารก 5 วัน เสียชีวิต

โรงพยาบาลอ่างทอง แจงผลการตรวจสอบ ปมทารก 5 วัน เสียชีวิต

View icon 136
วันที่ 27 ก.ค. 2569 | 15.41 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
โรงพยาบาลอ่างทอง แจงผลการตรวจสอบ มีการกินเลี้ยงในห้อง ICU จริง ส่วนทารกคลอดก่อนกำหนด น้ำหนัก 4.3 กิโลกรัม มากกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์ แม่มีโรคประจำตัว “เบาหวาน” ส่งผลให้ทารกมีภาวะแทรกซ้อน ยืนยัน ! ไม่แจ้งความกลับพ่อ-แม่ เนื่องจากเข้าใจถึงความสูญเสีย

วันที่ 27 ก.ค. 69 ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง นพ.ทวีโชค โรจนอารัมภ์กุล นายแพทย์ สสจ.อ่างทอง พร้อมด้วย พญ.ปาริชาติ ศิระวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง พญ.เยาวเรศ กิตติธเนศวร รองผู้อำนวยการด้านทรัพยากรบุคคล พญ.ศิริสุดา อัญญะโพธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลอ่างทอง ร่วมกันแถลงข่าว กรณีพ่อ อายุ  40 ปี และแม่ อายุ 36 ปี เข้าร้องเรียนมูลนิธิปวีณาฯ หลังคลอดลูกชายคลอดก่อนกำหนด โดยการผ่าคลอด และพบว่าปอดติดเชื้อ ต้องเข้ารักษาในห้องไอซียูเด็ก โรงพยาบาลอ่างทอง โดยระหว่างที่รักษาได้มีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน 5 โต๊ะ ภายในห้อง ไอซียู เด็ก ซึ่งมีพนักงานเสิร์ฟโต๊ะจีนเข้า-ออกห้อง โดยไม่ได้ป้องกันหรือสวมหน้ากากอนามัยใด ๆ ต่อมาทางโรงพยาบาลแจ้งว่า ทารกเสียชีวิต ทำให้พ่อแม่ติดใจการเสียชีวิตของลูกชาย จึงแจ้งมาขอความช่วยเหลือจากทางมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อให้นำร่างของลูกส่งชันสูตร หาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ

หลังเกิดข้อร้องเรียนดังกล่าว  ทางโรงพยาบาลอ่างทอง ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่ามารดาเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ โดยจากการตรวจสอบข้อมูลการฝากครรภ์ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดส่วนใหญ่ของมารดา สูงกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำหนักแรกเกิดของทารกมากกว่าเกณฑ์อายุครรภ์

วันที่ 16 ก.ค. 69 ทารกคลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์  โดยมารดามีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ร่วมกับมีภาวะน้ำเดินก่อนครบกำหนดคลอด ส่งผลให้ทารกมีภาวะความดันเลือดในปอดสูง ภาวะหายใจลำบากชั่วคราวในทารกแรกเกิด และสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรง และมีอัตราการเสียชีวิตสูง ภายหลังคลอดประมาณ 1 ชั่วโมง ทารกมีอาการหายใจลำบาก และมีระดับออกชิเจนในเลือดต่ำ จึงได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งการให้ยา การช่วยหายใจ และการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิด (NICU)

อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ป่วยมีความรุนแรงต่อเนื่องตามลักษณะการดำเนินของโรค ทีมแพทย์ได้ปรึกษากุมารแพทย์ด้านทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อพิจารณาการส่งต่อผู้ป่วย ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การให้ยา การประคับประคองระบบหายใจ และระบบไหลเวียน โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า ในสภาวะดังกล่าว ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 69 เวลา 10.20 น. ผู้ป่วยมีอาการทรุดลง และเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที พร้อมทั้งชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรค ความรุนแรงของภาวะโรค และโอกาสเสียชีวิตแก่บิดาและมารดา รวมถึงยังคงให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพ ระหว่างวันที่ 18 - 19 กรกฎาคม 2569 ผู้ป่วยมีอาการคงที่แต่ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ จำเป็นต้องรับยากระตุ้นความดันโลหิต และใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูง โดยทีมแพทย์ได้ปรับการรักษากับสภาวะของผู้ป่วย

วันที่ 20 ก.ค. 69 ที่มีการจัดกิจกรรมรับประทานอาหารภายในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด (NICU) และในวันดังกล่าวผู้ป่วยมีอาการบวมทั่วร่างกาย และมีปริมาณปัสสาวะลดลง อันเป็นผลจากภาวะวิกฤติของโรค ส่งผลให้ไม่สามารถคงปริมาณสารน้ำไว้ภายในหลอดเลือดได้ อย่างไรก็ตาม ระดับความดันโลหิตปรับตัวสูงขึ้น จึงได้ลดขนาดยากระตุ้นความดันโลหิตลง แต่ยังจำเป็นต้องได้รับยากระตุ้นความตันโลหิตอีก 4 ชนิด เนื่องจากยังอยู่ในภาวะวิกฤติ ทีมแพทย์จึงได้ปรึกษากุมารแพทย์ทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย ซึ่งมีความเห็นให้ดำเนินการรักษาตามแผนเดิม พร้อมติดตามอาการและปริมาณปัสสาวะอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ทีมแพทย์และพยาบาลได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่บิดาและมารดา โดยชี้แจงว่าความดันโลหิตดีขึ้นจึงปรับลดขนาดยา แต่อาการยังอยู่ในภาวะวิกฤติ

วันที่ 21 ก.ค. 69 ผู้ป่วยมีระดับอกซิเจนในเลือดลดลง เมื่อแพทย์ได้รับรายงานจึงดำเนินการปรับเพิ่มเครื่องช่วยหายใจและให้ยา ต่อมาเวลา 08.30 น. ผู้ป่วยระดับออกซิเจนลดลงเหลือร้อยละ 76 แพทย์ได้ประเมินอาการและให้การรักษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เวลา 09.14 น. ทีมรักษาได้โทรศัพท์แจ้งบิดา และมารดา ว่าผู้ป่วยมีอาการทรุดลง ขอให้เดินมายังโรงพยาบาลเพื่อรับทราบสถานการณ์ และร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษา เวลา 10.11 น. ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีพ ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยพื้นคืนชีพทันที 10.20 น. แพทย์ได้แจ้งแก่บิดาและมารดาว่าผู้ป่วยว่า เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น และไม่ตอบสนองต่อการช่วยฟื้นคืนชีพ โดยทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยพื้นคืนชีพเป็นเวลา 35 นาที ก่อนประกาศการเสียชีวิตในเวลา 10.45 น.

จากการทบทวนข้อเท็จจริงและข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด การเสียชีวิตของทารกเป็นผลจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด อันประกอบด้วยภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยการดำเนินของโรคเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทีมแพทย์จะได้ให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถ ตามมาตรฐานวิชาชีพแล้วก็ตาม

ด้าน พญ.ปาริชาติ ศิระวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง พร้อมด้วย นพ.ทวีโชค โรจนอารัมภ์กุล นายแพทย์ สสจ.อ่างทอง และทีมแพทย์ได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนหลังจากแถลงข่าวว่า ทางโรงพยาบาลได้รับเด็กมารักษา หลังจากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 18 สัปดาห์ ซึ่งแม่ของเด็กมีโรคประจำตัวอยู่แล้วทั้ง เบาหวาน ความดัน ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ดูแลและให้คำแนะนำอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งหากผลตรวจออกมาว่าทางโรงพยาบาลไม่ผิด ก็ยังไม่ได้คิดถึงการใช้กฎหมายฟ้องร้องกลับ เพราะทางโรงพยาบาลเห็นว่าเป็นผู้สูญเสียลูก เพียงแต่อยากให้เข้ามาพูดคุยขอโทษกันและกัน สุดท้ายนี้ต้องขอความเห็นใจทางโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องถูกพาดพิงต่อว่าเข้ามาเป็นจำนวนมาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง